ตลาด "ช่องจอม" ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่านพัฒนา ต.บ้านด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ถูกปิดลง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เหตุผล 2 ประการ คือ 1.พื้นที่ดังกล่าวเดิมกรมป่าไม้ให้บริษัทเอกชนเช่าไปพัฒนาเป็นเวลา 30 ปี
ขณะนี้ ได้หมดอายุสัญญาลงแล้ว และ 2.ตลาดดังกล่าวมีปัญหาไม่สามารถควบคุมสิ่งผิดกฎหมายได้ และกระทบกับความมั่นคง จึงต้องสั่งให้ปิดตัวลง เมื่อกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
การปิดตลาดดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อบรรดาพ่อค้าแม่ขายนับพันคน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ค้าขาย ระหว่างนั้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ ออกมาแก้ไขปัญหา โดยได้พัฒนาที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอม ประมาณ 2 กิโลเมตร ให้เป็นตลาดนัดชั่วคราว เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าเช่าพื้นที่
ขณะที่พื้นที่ตลาดช่องจอมเดิม ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เช่าที่ดินกรมป่าไม้
มาบริหารและหมดสัญญาลงนั้น บริษัทดังกล่าวพยายามประสานงานเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อ
แต่ยังไม่เป็นผล บริษัทบ้านด่านดิ้นสู้
นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า หลังตลาด
ช่องจอมถูกหน่วยงานรัฐสั่งปิด ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับปรุงที่ดินของบริษัทเนื้อที่ประมาณ 60-70 ไร่ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดช่องจอมเดิม เพื่อเปิดให้บริการพ่อค้าแม่ค้ารายเดิมเข้าไปค้าขาย
เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ
ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ตลาดช่องจอมเป็นแหล่งลักลอบกระทำความผิดกฎหมายกระทบ
ต่อความมั่นคงนั้น ความจริงก่อนที่จะมีตลาดแห่งนี้ พื้นที่ตามแนวชายแดนทั่วไป ก็มีปัญหาดังกล่าวอยู่ก่อนหน้าแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปิดหรือปิดตลาดช่องจอม
"ช่วงนี้เราทำตลาดใหม่แก้ปัญหาให้พ่อค้าแม่ค้า โดยระยะแรกจะยังไม่มีการเก็บเงินค่าเช่าแต่อย่างใด จนกว่าจะได้รับคำตอบจากกรมป่าไม้ว่า จะให้ต่อสัญญาพื้นที่เดิมหรือไม่ และหากไม่มีการต่อสัญญา บริษัทก็จะใช้ที่ดินของบริษัทเองมาพัฒนา และก่อสร้างอาคารตลาดนัดขึ้นใหม่"
อบจ.สุรินทร์ทุ่มสร้างตลาดใหม่
ระหว่างที่บริษัทบ้านด่านพัฒนาพยายามเจรจาต่อสัญญากับกรมป่าไม้ และใช้ที่ดินของตัวเองทำตลาดแห่งใหม่อยู่นั้น ด้าน อบจ.สุรินทร์ ก็สร้างตลาดชายแดนขึ้นมาเช่นกัน
นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ตลาดชายแดนช่องจอมเดิม ซึ่งบริหารงานโดยบริษัทเอกชนนั้น ต้องปิดลงเนื่องจากมีปัญหาความมั่นคง ทาง อบจ.สุรินทร์ จึงตัดสินใจเข้าแก้ปัญหาให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยขอใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอมเดิม ประมาณ 2 กิโลเมตร มาพัฒนาเป็นตลาดชายแดนแห่งใหม่
"เราให้ผู้ค้าทั้งชาวไทย-กัมพูชา ย้ายจากตลาดชายแดนเดิมไปทำการค้าที่ตลาดแห่งใหม่ ซึ่งบริหารงานโดยอบจ. มีเนื้อที่กว้างถึง 80 ไร่ มีร้านค้ารองรับ 60 ห้อง พร้อมลานคอนกรีต มีห้องน้ำที่สะดวกสบาย สำหรับผู้ค้าและนักท่องเที่ยว โดยใช้งบประมาณไปกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ อบจ.ตั้งใจว่าจะพัฒนาตลาดแห่งนี้ถึงขั้นเป็นตลาดชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างสุรินทร์กับจังหวัดอุดรมีชัย และเสียมเรียบ ของประเทศกัมพูชา"
วงในเชื่อขัดแย้งผลประโยชน์
pattira11
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554
ฝ่ามิติแดนพิศวง
คุณเคยได้ยินเรื่องราวพวกนี้บ้างไหม?
มีนักเดินทางกลุ่มหนึ่ง เดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อจะตามหาสมบัติตามลายแทง แต่ว่าเมื่อพวกเขากลับออกมา นอกจากจะมีสภาพที่สะบักสะบอมและกลับมาไม่ครบจำนวนเดิมแล้ว คนที่เหลือรอดมาได้ก็มักจะพูดจาถึงเรื่องสัตว์ประหลาด หรือต้นไม้ประหลาดซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ
ไม่เคยได้ยินเหรอ? งั้นเรื่องนี้เคยได้ยินรึเปล่าล่ะ?
มีนักผจญภัยคนหนึ่งที่ชอบท่องเที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ และเมื่อเขาได้กลับมาที่บ้านเกิด เขาก็มักจะเล่าเรื่องการผจญภัยที่เหลือเชื่อเกินกว่าที่ผู้คนจะเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง จนใครๆต่างพากันคิดว่าเขาเป็นจอมโกหก มีเพียงแต่เด็กๆเท่านั้นที่เชื่อและนับถือเขาเป็นวีรบุรุษ
เอ๋... เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยินกันเหรอ? แล้วเรื่องนี้ล่ะ?
มีเด็กหลงทางเข้าไปอยู่ในป่า พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพากันตามหาราวกับจะพลิกแผ่นดินด้วยความเป็นห่วงว่าบุตรหลานจะเป็นอันตราย แต่สุดท้ายก็พบว่าเด็กคนนั้นกลับมาได้โดยปลอดภัย แต่พอถามว่าไปที่ไหนมาก็เล่าเรื่องเหลือเชื่อเหมือนกับแยกความฝันกับความจริงไม่ออก แถมยังเอาของประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นกลับมาอีกต่างหาก
อ้าว... เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยินเหรอ? แล้วพอจะเคยได้ยินตำนานนี้หรือเปล่า?
มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดินแดนแห่งนี้ถูกซ่อนอยู่จากสายตาของผู้คนทั้งหลาย ภายในดินแดนนี้มีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่ลักษณะพิสดารกว่าที่เคยพบเคยเห็นในโลก แต่ถึงจะพิสดารอย่างไรก็ตาม ดินแดนแห่งนี้ก็สวยงามราวกับอยู่ในแดนสวรรค์เลยทีเดียว
ว้า... ตำนานนี้ก็ไม่เคยได้ยินเหรอ? แบบนี้ก็แย่ละสิ
วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
หลอดทดลอง บีกเกอร์ เครื่องชั่ง กล้องจุลทรรศน์ กล้องดูดาว ชามระเหย สามขา ตะแกงลวด คีม กระจกนาฬิกา ฯลฯ ... อ่ะ อ่ะ ไม่ต้องเอาคิ้วไปชนกันให้เมื่อยค่ะ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราถึงเอ่ยชื่ออุปกรณ์หรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มาบอกเล่ากัน
เนื่องจากในทุก ๆ วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ วงการดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทย เพราะถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 จะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้า 2 ปี ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ...วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปทำรู้จักที่มาที่ไป และประวัติของ วันวิทยาศาสตร์ กันค่ะ...
แต่ก่อนอื่นเราจะพาไปรู้จักความหมายของ "วิทยาศาสตร์" (Science) กันก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
รวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์
ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง
ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง
เนื่องจากในทุก ๆ วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ วงการดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทย เพราะถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 จะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้า 2 ปี ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ...วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปทำรู้จักที่มาที่ไป และประวัติของ วันวิทยาศาสตร์ กันค่ะ...
แต่ก่อนอื่นเราจะพาไปรู้จักความหมายของ "วิทยาศาสตร์" (Science) กันก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
รวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์
ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง
ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันแม่
Mother's Day : วันแม่แห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ หรือ วันแม่ แต่เดิมนั้นคือ วันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี และได้มีการจัดงาน วันแม่แห่งชาติขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนจัดงานวันแม่ใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น วันแม่แห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม
ทั้งนี้ เมื่อวันแม่แห่งชาติ ของทุกๆ ปีเวียนมาถึง หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมวันแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดทำ การ์ดวันแม่ กลอนวันแม่
คำขวัญวันแม่ เรียงความวันแม่รวมถึงประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติใน วันแม่แห่งชาติ
ประวัติวันแม่ แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป
มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ
เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวัน แม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ
1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2. จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ
3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล
การจัดงานวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่
คำขวัญวันเเม่ ประจำปี พ.ศ.2553
ทั้งนี้ เมื่อวันแม่แห่งชาติ ของทุกๆ ปีเวียนมาถึง หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมวันแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดทำ การ์ดวันแม่ กลอนวันแม่
คำขวัญวันแม่ เรียงความวันแม่รวมถึงประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติใน วันแม่แห่งชาติ
ประวัติวันแม่ แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ
เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวัน แม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ 1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2. จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ
3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล
เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
การจัดงานวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่ สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน
อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย
คำขวัญวันเเม่ ประจำปี พ.ศ.2553วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



