วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ตลาดนัดช่องจอม

    ตลาด "ช่องจอม" ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่านพัฒนา ต.บ้านด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ถูกปิดลง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เหตุผล 2 ประการ คือ 1.พื้นที่ดังกล่าวเดิมกรมป่าไม้ให้บริษัทเอกชนเช่าไปพัฒนาเป็นเวลา 30 ปี
ขณะนี้ ได้หมดอายุสัญญาลงแล้ว และ 2.ตลาดดังกล่าวมีปัญหาไม่สามารถควบคุมสิ่งผิดกฎหมายได้ และกระทบกับความมั่นคง จึงต้องสั่งให้ปิดตัวลง เมื่อกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
    การปิดตลาดดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อบรรดาพ่อค้าแม่ขายนับพันคน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ค้าขาย ระหว่างนั้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ ออกมาแก้ไขปัญหา โดยได้พัฒนาที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอม ประมาณ 2 กิโลเมตร ให้เป็นตลาดนัดชั่วคราว เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าเช่าพื้นที่
   ขณะที่พื้นที่ตลาดช่องจอมเดิม ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เช่าที่ดินกรมป่าไม้
มาบริหารและหมดสัญญาลงนั้น บริษัทดังกล่าวพยายามประสานงานเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อ
แต่ยังไม่เป็นผล บริษัทบ้านด่านดิ้นสู้
      นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า หลังตลาด
ช่องจอมถูกหน่วยงานรัฐสั่งปิด ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับปรุงที่ดินของบริษัทเนื้อที่ประมาณ 60-70 ไร่ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดช่องจอมเดิม เพื่อเปิดให้บริการพ่อค้าแม่ค้ารายเดิมเข้าไปค้าขาย
เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ
    ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ตลาดช่องจอมเป็นแหล่งลักลอบกระทำความผิดกฎหมายกระทบ
ต่อความมั่นคงนั้น ความจริงก่อนที่จะมีตลาดแห่งนี้ พื้นที่ตามแนวชายแดนทั่วไป ก็มีปัญหาดังกล่าวอยู่ก่อนหน้าแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปิดหรือปิดตลาดช่องจอม
   "ช่วงนี้เราทำตลาดใหม่แก้ปัญหาให้พ่อค้าแม่ค้า โดยระยะแรกจะยังไม่มีการเก็บเงินค่าเช่าแต่อย่างใด จนกว่าจะได้รับคำตอบจากกรมป่าไม้ว่า จะให้ต่อสัญญาพื้นที่เดิมหรือไม่ และหากไม่มีการต่อสัญญา บริษัทก็จะใช้ที่ดินของบริษัทเองมาพัฒนา และก่อสร้างอาคารตลาดนัดขึ้นใหม่"
อบจ.สุรินทร์ทุ่มสร้างตลาดใหม่
   ระหว่างที่บริษัทบ้านด่านพัฒนาพยายามเจรจาต่อสัญญากับกรมป่าไม้ และใช้ที่ดินของตัวเองทำตลาดแห่งใหม่อยู่นั้น ด้าน อบจ.สุรินทร์ ก็สร้างตลาดชายแดนขึ้นมาเช่นกัน
   นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ตลาดชายแดนช่องจอมเดิม ซึ่งบริหารงานโดยบริษัทเอกชนนั้น ต้องปิดลงเนื่องจากมีปัญหาความมั่นคง ทาง อบจ.สุรินทร์ จึงตัดสินใจเข้าแก้ปัญหาให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยขอใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอมเดิม ประมาณ 2 กิโลเมตร มาพัฒนาเป็นตลาดชายแดนแห่งใหม่
   "เราให้ผู้ค้าทั้งชาวไทย-กัมพูชา ย้ายจากตลาดชายแดนเดิมไปทำการค้าที่ตลาดแห่งใหม่ ซึ่งบริหารงานโดยอบจ. มีเนื้อที่กว้างถึง 80 ไร่ มีร้านค้ารองรับ 60 ห้อง พร้อมลานคอนกรีต มีห้องน้ำที่สะดวกสบาย สำหรับผู้ค้าและนักท่องเที่ยว โดยใช้งบประมาณไปกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ อบจ.ตั้งใจว่าจะพัฒนาตลาดแห่งนี้ถึงขั้นเป็นตลาดชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างสุรินทร์กับจังหวัดอุดรมีชัย และเสียมเรียบ ของประเทศกัมพูชา"
วงในเชื่อขัดแย้งผลประโยชน์

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

ฝ่ามิติแดนพิศวง


คุณเคยได้ยินเรื่องราวพวกนี้บ้างไหม?

            มีนักเดินทางกลุ่มหนึ่ง เดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อจะตามหาสมบัติตามลายแทง แต่ว่าเมื่อพวกเขากลับออกมา นอกจากจะมีสภาพที่สะบักสะบอมและกลับมาไม่ครบจำนวนเดิมแล้ว  คนที่เหลือรอดมาได้ก็มักจะพูดจาถึงเรื่องสัตว์ประหลาด หรือต้นไม้ประหลาดซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ

ไม่เคยได้ยินเหรอ? งั้นเรื่องนี้เคยได้ยินรึเปล่าล่ะ?

            มีนักผจญภัยคนหนึ่งที่ชอบท่องเที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ และเมื่อเขาได้กลับมาที่บ้านเกิด เขาก็มักจะเล่าเรื่องการผจญภัยที่เหลือเชื่อเกินกว่าที่ผู้คนจะเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง จนใครๆต่างพากันคิดว่าเขาเป็นจอมโกหก  มีเพียงแต่เด็กๆเท่านั้นที่เชื่อและนับถือเขาเป็นวีรบุรุษ

เอ๋... เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยินกันเหรอ? แล้วเรื่องนี้ล่ะ?

            มีเด็กหลงทางเข้าไปอยู่ในป่า พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพากันตามหาราวกับจะพลิกแผ่นดินด้วยความเป็นห่วงว่าบุตรหลานจะเป็นอันตราย  แต่สุดท้ายก็พบว่าเด็กคนนั้นกลับมาได้โดยปลอดภัย  แต่พอถามว่าไปที่ไหนมาก็เล่าเรื่องเหลือเชื่อเหมือนกับแยกความฝันกับความจริงไม่ออก แถมยังเอาของประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นกลับมาอีกต่างหาก

อ้าว... เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยินเหรอ? แล้วพอจะเคยได้ยินตำนานนี้หรือเปล่า?
            มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดินแดนแห่งนี้ถูกซ่อนอยู่จากสายตาของผู้คนทั้งหลาย  ภายในดินแดนนี้มีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่ลักษณะพิสดารกว่าที่เคยพบเคยเห็นในโลก แต่ถึงจะพิสดารอย่างไรก็ตาม ดินแดนแห่งนี้ก็สวยงามราวกับอยู่ในแดนสวรรค์เลยทีเดียว
ว้า... ตำนานนี้ก็ไม่เคยได้ยินเหรอ? แบบนี้ก็แย่ละสิ


 

เริ่มนับหนึ่งไม่ถึงไหน-แดน วรเวช

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

mv go away

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

       หลอดทดลอง บีกเกอร์ เครื่องชั่ง กล้องจุลทรรศน์ กล้องดูดาว ชามระเหย สามขา ตะแกงลวด คีม กระจกนาฬิกา ฯลฯ ... อ่ะ อ่ะ ไม่ต้องเอาคิ้วไปชนกันให้เมื่อยค่ะ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราถึงเอ่ยชื่ออุปกรณ์หรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มาบอกเล่ากัน
     เนื่องจากในทุก ๆ วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ วงการดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทย เพราะถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 จะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้า 2 ปี ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ...วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปทำรู้จักที่มาที่ไป และประวัติของ วันวิทยาศาสตร์ กันค่ะ...
      แต่ก่อนอื่นเราจะพาไปรู้จักความหมายของ "วิทยาศาสตร์" (Science) กันก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
รวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์

ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ       พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง
ประวัติ วันวิทยาศาสตร์ แห่งชาติ
          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนา คือ วิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง


วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันแม่

Mother's Day : วันแม่แห่งชาติ     วันแม่แห่งชาติ หรือ วันแม่ แต่เดิมนั้นคือ วันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี และได้มีการจัดงาน วันแม่แห่งชาติขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนจัดงานวันแม่ใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น วันแม่แห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม
ทั้งนี้ เมื่อวันแม่แห่งชาติ ของทุกๆ ปีเวียนมาถึง หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมวันแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดทำ การ์ดวันแม่ กลอนวันแม่
คำขวัญวันแม่ เรียงความวันแม่รวมถึงประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติใน วันแม่แห่งชาติ
   ประวัติวันแม่         แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป 
        มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ
เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวัน แม่ของชาติ 
         ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
 กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ
         
1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
          2. จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ  
          3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล
เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
          4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
 การจัดงานวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
          งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่
     สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน
อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย
 คำขวัญวันเเม่ ประจำปี พ.ศ.2553