ตลาด "ช่องจอม" ตั้งอยู่บริเวณบ้านด่านพัฒนา ต.บ้านด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ถูกปิดลง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เหตุผล 2 ประการ คือ 1.พื้นที่ดังกล่าวเดิมกรมป่าไม้ให้บริษัทเอกชนเช่าไปพัฒนาเป็นเวลา 30 ปี
ขณะนี้ ได้หมดอายุสัญญาลงแล้ว และ 2.ตลาดดังกล่าวมีปัญหาไม่สามารถควบคุมสิ่งผิดกฎหมายได้ และกระทบกับความมั่นคง จึงต้องสั่งให้ปิดตัวลง เมื่อกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
การปิดตลาดดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อบรรดาพ่อค้าแม่ขายนับพันคน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ค้าขาย ระหว่างนั้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ ออกมาแก้ไขปัญหา โดยได้พัฒนาที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอม ประมาณ 2 กิโลเมตร ให้เป็นตลาดนัดชั่วคราว เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าเช่าพื้นที่
ขณะที่พื้นที่ตลาดช่องจอมเดิม ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เช่าที่ดินกรมป่าไม้
มาบริหารและหมดสัญญาลงนั้น บริษัทดังกล่าวพยายามประสานงานเพื่อขอเช่าพื้นที่ต่อ
แต่ยังไม่เป็นผล บริษัทบ้านด่านดิ้นสู้
นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านด่านพัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า หลังตลาด
ช่องจอมถูกหน่วยงานรัฐสั่งปิด ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับปรุงที่ดินของบริษัทเนื้อที่ประมาณ 60-70 ไร่ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดช่องจอมเดิม เพื่อเปิดให้บริการพ่อค้าแม่ค้ารายเดิมเข้าไปค้าขาย
เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ
ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ตลาดช่องจอมเป็นแหล่งลักลอบกระทำความผิดกฎหมายกระทบ
ต่อความมั่นคงนั้น ความจริงก่อนที่จะมีตลาดแห่งนี้ พื้นที่ตามแนวชายแดนทั่วไป ก็มีปัญหาดังกล่าวอยู่ก่อนหน้าแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปิดหรือปิดตลาดช่องจอม
"ช่วงนี้เราทำตลาดใหม่แก้ปัญหาให้พ่อค้าแม่ค้า โดยระยะแรกจะยังไม่มีการเก็บเงินค่าเช่าแต่อย่างใด จนกว่าจะได้รับคำตอบจากกรมป่าไม้ว่า จะให้ต่อสัญญาพื้นที่เดิมหรือไม่ และหากไม่มีการต่อสัญญา บริษัทก็จะใช้ที่ดินของบริษัทเองมาพัฒนา และก่อสร้างอาคารตลาดนัดขึ้นใหม่"
อบจ.สุรินทร์ทุ่มสร้างตลาดใหม่
ระหว่างที่บริษัทบ้านด่านพัฒนาพยายามเจรจาต่อสัญญากับกรมป่าไม้ และใช้ที่ดินของตัวเองทำตลาดแห่งใหม่อยู่นั้น ด้าน อบจ.สุรินทร์ ก็สร้างตลาดชายแดนขึ้นมาเช่นกัน
นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ตลาดชายแดนช่องจอมเดิม ซึ่งบริหารงานโดยบริษัทเอกชนนั้น ต้องปิดลงเนื่องจากมีปัญหาความมั่นคง ทาง อบจ.สุรินทร์ จึงตัดสินใจเข้าแก้ปัญหาให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยขอใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดช่องจอมเดิม ประมาณ 2 กิโลเมตร มาพัฒนาเป็นตลาดชายแดนแห่งใหม่
"เราให้ผู้ค้าทั้งชาวไทย-กัมพูชา ย้ายจากตลาดชายแดนเดิมไปทำการค้าที่ตลาดแห่งใหม่ ซึ่งบริหารงานโดยอบจ. มีเนื้อที่กว้างถึง 80 ไร่ มีร้านค้ารองรับ 60 ห้อง พร้อมลานคอนกรีต มีห้องน้ำที่สะดวกสบาย สำหรับผู้ค้าและนักท่องเที่ยว โดยใช้งบประมาณไปกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ อบจ.ตั้งใจว่าจะพัฒนาตลาดแห่งนี้ถึงขั้นเป็นตลาดชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างสุรินทร์กับจังหวัดอุดรมีชัย และเสียมเรียบ ของประเทศกัมพูชา"
วงในเชื่อขัดแย้งผลประโยชน์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น